วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

ภารกิจครั้งใหม่กับเพื่อนคนเดิมของCaptain America


ภาพยนตร์ภาคต่อเรื่องใหม่ของค่ายMarvel Studio สำหรับCaptain America : The Winter Soldier โดยภาคนี้เป็นภารกิจครั้งใหม่ของหนุ่มหล่อจากเมื่อ70ปีก่อน ในการทำลายหน่วย S.H.I.E.L.D ซึ่งมีผู้ประสงค์ร้ายบงการอยู่ภายใน ครั้งนี้นายใหญ่ของหน่วยอย่าง Nick Fury ก็ถูกเล่นงานสาหัส ประโยคเดียวที่Steve Rogersได้รับจากNick คือ "การไม่ไว้ใจใครก็ตาม" เพราะคนที่เราไว้ใจอาจหักหลังเราได้ทุกเมื่อ
หลังจากนั้นก็เป็นภารกิจที่สำคัญในการล้มหน่วยS.H.I.E.L.D และHydra  เพื่อปกป้องโลกเอาไว้ โดยมีพันธมิตรอีกสองคน คือ Natasha Romanoff หรือ Black Widow กับ Sam Wilson หรือ Falcon คอยช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

เนื้อเรื่องโดยมากของCaptain Americaภาคใหม่นี้ มุ่งประเด็นหลักไปที่ความไว้วางใจ การเชื่อใจ โดยเอาความมั่นคงในจิตใจของตัวละครหลักอย่างSteve Rogersเป็นส่วนดำเนินเรื่อง ทั้งวาจาสุดท้ายของNick และเพื่อนเก่าในอดีตอย่าง Bucky Barnes หรือ Winter Soldierที่มาเป็นอาวุธหลักของทางฝั่งS.H.I.E.L.D 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จุดขายหลักของMarvel ไม่ได้อยู่ที่การสะท้อนประเด็น การให้แง่คิดกับคนดู เป็นเพียงการแฝงเอาไว้กับภาพยนตร์เท่านั้น สิ่งที่ภาพยนตร์เน้นเป็นจุดเด่นตลอดการดำเนินเรื่องคือความสนุก ความรู้สึก ความสมจริงของคนดู ซึ่งทั้งเรื่องปราศจากเนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือคำหยาบคายใดใด มีแค่ฉากหวาดเสียวที่เน้นความมันส์น่าลุ้น
เนื้อหาในภาคนี้ มีทั้งความดราม่า ประเด็นน่าสงสัย และการต่อสู้ที่ดุเดือด มารวมกันอยู่ในนี้ สิ่งที่เป็นcaptain america ภาคใหม่ นอกจากนี้ เรื่องของกราฟฟิค ซีจี เทคนิคพิเศษต่างๆนั้นมาอย่างครบเรื่อง ทำให้ดูภาพยนตร์ได้ไม่ขัดตาตลอด2ชั่วโมงกว่า แถมยังมีเรื่องสาวๆมาให้แฟนคลับcaptainสุดหล่อมาจิ้นกันเล่นๆ
ถึงอย่างไร ภาพยนตร์เรื่องนี้ชื่อตอนว่า "Winter Soldier" เนื้อหาทั้งหมดดูจะมีหลายประเด็น ทำให้เรื่องของ "มัจจุราชอหังกา"ที่ถูกระบุไว้ดูน้อยไปกว่าที่ควร ในส่วนนี้เข้าใจว่าอาจเป็นเป้าหมายในการต่อเนื้อหาไปภาคถัดไป แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวของตัวละครแขนเหล็กนี้ก็น่าจะควรมากกว่าเสียหน่อย และยังแอบคิดเล็กๆว่า ช่วงหลังMarvelดูทำภาพยนตร์ที่เน้นไปในทาง3มิติมากเกินไป หลายๆฉากรู้สึกว่าคนที่ดูแบบ2มิติจะเสียเปรียบกว่ากลุ่มที่ดู3มิติมาก เพราะจะรู้สึกเฉยๆหรือดูไม่ทันอย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวมาก็ไม่ได้ทำให้ภาพยนตร์ดูขาดอรรถรส หรือไม่สมเหตุสมผลเลย


สรุปได้ว่า ใครที่อยากดูฉากฮีโร่เท่ๆ ของcaptain america หรือblack widowก็ไม่ผิดหวัง เพราะเรื่องนี้จัดเต็ม และยังดูมีสาระมากกว่าเรื่องอื่นๆ
อันนี้เนื้อหาดูน้อย เพราะไม่รู้จะเขียนอะไรดี ซอรี่ๆจ้า
ป.ล. เนื้อหาทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โลกที่พลิกไปไม่เป็นท่าของ “Upside Down”






ช่วง20ปีที่ผ่านมาเรื่องราวความรักของชนชั้นที่แตกต่างนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็น "Titanic” ที่เป็นความรักระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง หรือ “Warm Bodies” ความรักระหว่ามนุษย์และซากศพ ซึ่งต่างได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี
            ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากที่เนื้อหาภาพยนตร์สะท้อนถึงความเป็นจริงในสังคมโลกที่กำลังเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งระบบต่างๆในสังคมได้บีบคั้นให้กฎเกณฑ์ต่างๆเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงความรักเช่นเดียวกัน

            “Upside Down นิยามรักปฏิวัติสองโลก”  ภาพยนตร์โรแมนติกเชิงวิทยาศาสตร์ ที่หยิบเอาของคู่รักที่มีชีวิตอยู่คนละทิศโลก คนละดวงดาว แต่อยู่บนท้องฟ้าผืนเดียวกัน ทำให้ทั้งสองโลกเป็นด้านบนของกันและกัน
แม้โลกทั้งสองจะอยู่ติดกัน แต่กลับไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน เมื่อโลกใบหนึ่งกลับเอาเปรียบอีกฝั่งอย่างเห็นได้ชัด
            โลกด้านบนของ 'อีเดน' ตัวละครฝ่ายหญิง คือโลกของ 'นายทุน' ที่เต็มไปด้วยความเพียบพร้อม ผู้คนบนโลกอาศัยอย่างสุขสบาย ต่างจากโลกของ 'อดัม' ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นโลกของ 'กรรมกร' ได้รับความไม่เท่าเทียม ผู้คนในโลกถูกตราหน้าจากโลกอีกฝั่งว่าเป็นชนชั้นที่ไม่ได้รับการขัดเกลาทางสังคม ในขณะที่โลกด้านบนได้ดูดซึมเอาพลังงานจากโลกแห่งนี้ไปแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วขายกลับมายังโลกด้านล่างในราคาที่สูงลิบลิ่ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผู้คนบนโลกด้านล่างยากจน มีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก
            ในภาพยนตร์แสดงถึงความเอารัดเอาเปรียบจากโลกด้านบนสู่โลกด้านล่่างได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากองค์กร“ทรานส์เวิร์ล” องค์กรใหญ่ที่มีตึกเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน มีประธานบริษัทเป็นบุคคลของโลกด้านบน และมอบตำแหน่งสำคัญให้แก่คนโลกด้านบนเท่านั้น ส่วนคนโลกด้านล่างเป็นเพียงพนักงานทั่วไป และต้องถูกตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียดทุกครั้งที่เข้าออกสำนักงาน ที่สำคัญคือเป็นองค์กรหลักของกลุ่มนายทุนที่กำลังดูดเอาพลังงานต่างๆของโลกเบื้องล่าง
กฎเหล็กของสองโลกคือการห้ามประชาชนในโลกทั้งสองติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวใดใดต่อกัน แต่ถึงอย่างไรกฎเกณฑ์นั้นก็ไม่อาจขวางกั้นความรักได้ อดัมและอีเดนพบกันบนเทือกเขาสูงโดยบังเอิญ ทำให้เกิดขึ้นเป็นความรัก แม้ว่าจะมีแรงโน้มถ่วงที่เป็นอุปสรรคไม่ให้ทั้งคู่สามารถคบหากันได้เหมือนหนุ่มสาวทั่วไป ความรักที่เป็นไปไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อดัมต้องการค้นหาความสมดุลของสถานะแรงโน้มถ่วงที่จะช่วยให้คนทั้งสองโลกมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
            ท้ายที่สุดความสมดุลที่ว่าก็ถูกค้นพบขึ้น โดย "เจ้าผึ้งสีชมพู” และ"ผงสีชมพู" สมบัติลับของอดัมและบ๊อบ เพื่อนร่วมงาน โดยการนำสสารทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันทำให้คนจากโลกหนึ่งสามารถไปใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่งได้โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎของแรงโน้มถ่วง และหนุ่มสาวทั้งสองก็สมหวังในความรัก แต่ไม่ใช่เพราะความสมดุลที่ถูกค้นพบ แต่กลับเป็นอีเดนตั้งครรภ์ขึ้น ทำให้เกิดความสมดุลในตัวมนุษย์ทั้งคู่จึงรักกันได้โดยไม่ต้องกลับหัวให้ผิดทิศผิดทางอีกต่อไป
            ด้านองค์ประกอบทั่วไปของภาพยนตร์ถือได้ว่า มีการควบคุมการผลิตได้ดี ทั้งเทคนิคพิเศษบวกกับการคุมโทนสีของภาพยนตร์ แม้จะไม่อยู่ในขั้นดีเลิศ แต่ถือว่าสามารถเสริมให้ภาพดูสบายตาและสวยงาม
            แต่สิ่งที่ทำให้ขาดอรรถรสในการชมคือ การดำเนินเรื่องอย่างเรียบเฉยที่ไม่มีจุดสำคัญสูงสุดของเหตุการณ์ที่ทำให้คนดูรู้สึกลุ้นหรือตื่นเต้นใดใดตลอดหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และการทิ้งคำถามโดยไม่ให้คำตอบแก่ผู้ชม
            บทภาพยนตร์และการลำดับเรื่องกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ฆ่าภาพยนตร์เรื่องนี้เสียเอง เนื่องจากภาพยนตร์ได้ตั้งคำถามขึ้นแต่กลับไม่ให้คำตอบเลยแม้แต่ข้อเดียว กลับกลายเป็นว่าได้เพิ่มคำถามมากขึ้นให้กับคนดูจนยิ่งไม่รู้สึกร่วมใดใดไปกับความรักของคนทั้งสอง
            ตอนจบของเรื่องถือได้ว่าเป็นการจบที่เต็มไปด้วยคำถาม เรียกได้ว่าเป็นการจบที่ยังไม่ถึงช่วงที่ควรจบเนื่องจากเนื้อเรื่องที่พูดถึงระบบทุนนิยมมาตั้งแต่แรกเริ่ม อีกทั้งครอบครัวของอดัมก็ได้รับผลกระทบจากระบอบนี้ รวมถึงอดัมที่พยายามต่อสู้กับกฎเกณฑ์ต่างๆมาตลอด แต่การต่อสู้และความไม่เท่าเทียมที่ว่ากลับไม่ถูกให้คำตอบใดใด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถูกปูเรื่องมาแต่แรกยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข ตอบโจทย์เพียงความรักที่สมหวังของคนทั้งคู่แล้วจบอย่างไม่ทันตั้งตัวท่ามกลางความงงงวยของคนดู
            "เจ้าผึ้งสีชมพู” และ"ผงสีชมพู" คือกุญแจหลักในการนำไปสู่ "ความสมดุล" ระหว่างโลกทั้งสอง ซึ่งเป็นสมบัติที่เก่าแก่ในตระกูลของอดัมและบ๊อบที่ถูกเก็บเป็นความลับตั้งแต่เริ่มเรื่อง ซึ่งภาพยนตร์ก็ไม่ได้เฉลยที่มาที่ไปของเจ้าผึ้งนี้ว่ามีที่มาจากไหน ที่สำคัญคือเมื่อความสมดุลของแรกโน้มถ่วงถูกค้นพบย่อมเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสองโลกให้เท่าทเียมขึ้นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วการค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ก็และภาพยนตร์กลับไม่ได้เฉลยที่มาที่ไปของเจ้าผึ้งนี้ว่ามีที่มาจากไหน
            ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์รักที่เล่นกับหลักการต่างๆทางวิทยาศาสตร์แต่ยังขาดเหตุผล ขาดความเป็นไปได้ในความเป็นจริง
            ปรากฎการณ์การหมุนโคจรของดาวทั้งสอง ที่ในตอนต้นของภาพยนตร์ได้กล่าวว่า ดาวทั้งสองอยู่ในจักรวาลเดียวกันและโคจรรอบดวงอาทิตย์คนละทิศทาง แต่เวลาของดวงดาวทั้งคู่ช่วงกลับตรงกันทั้งกลางวัน-กลางคืน จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่ดูขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง และที่สำคัญหากโคจรคนละทิศทางแล้ว ดวงดาวทั้งสองก็ไม่น่าพบเจอกันได้เลย
            ภาพยนตร์ต้องการเน้นไปเพียงความรักที่ฝ่ากฎเกณฑ์ต่างๆ แม้จะเป็นกฎธรรมชาติ หากมองเพียงความรักก้สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูได้ดี แต่เมื่อมองให้ลึกถึงเนื้อในแล้ว พล็อตเรื่องที่วางไว้กลับพลังทลายไม่เป็นท่า
            Upside Down นิยามรักปฏิวัติสองโลก จึงดูเหมือนเป็นการปฏิวัติตัวเองจนเนื้อเรื่องพลิกไปไม่ถูกทิศทาง น่าเสียดาย ที่ภาพยนตร์ที่มีแนวคิดน่าสนใจและมีเนื้อหาแฝงความแตกต่างในสังคม เรียกได้ว่ามีทุนดีอยู่ในมือ แต่กลับถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี หากเนื้อเรื่องสามารถโยงความรักให้เสริมกันกับระบบทุนนิยมได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจกลายเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่สะท้อนความจริงในสังคมผ่านเนื้อหาแฟนตาซีที่ดีในระดับหนึ่งทีเดียว

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ : เหตุผลที่พาพี่มาก...พระโขนง ประสบความสำเร็จ


ภาพยนตร์สุดฮอตเรื่องใหม่จากฝีมือผู้กำกับคุณภาพอย่าง "บรรจง ปิสัญธนะกูล" จากภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" , "กวน มึน โฮ" , "แฝด" และล่าสุดกับ"พี่มาก...พระโขนง" ที่ได้ทำปรากฏการณ์ภาพยนตร์ไทยที่มีรายรับในประเทศทะลุสี่ร้อยล้านบาทไปเรียบร้อย ซึ่งตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีภาพยนตร์ที่สามารถทำรายรับได้เกินหนึ่งร้อยล้าน แต่พี่มากพระโขนงนั้นได้กลายเป็น1ใน5เรื่องของภาพยนตร์ไทยที่สามารถทำรายรับในประเทศได้เกินสองร้อยล้านบาท
สำหรับพี่มาก...พระโขนงนี้ ได้หยิบเอาเรื่องราวตำนานความรักของ "แม่นาค" มาตีความในมุมมองของ "นายมาก" ชายผู้เป็นสามีของแม่นาค ผ่านความเป็นดราม่าคอมเมดี้ของตัวภาพยนตร์

หากถามว่า ทำไมภาพยนตร์ "พี่มาก...พระโขนง" จึงประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดที่เรียกได้ว่า "เทน้ำเทท่า"เช่นนี้ เราคงมองได้ถึงหลายองค์ประกอบที่ช่วยส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยอดรายรับที่บินทะลุเป้า

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในผู้กำกับที่มีชื่อจากภาพยนตร์ดังหลายเรื่องก่อนหน้านี้ บวกกับการเขียนบทของ"เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี" ที่มีเครดิตจาก"กวน มึน โฮ" มาก่อน

อีกเรื่อง คือตำนานความเป็นอมตะอยู่คู่กับคนไทยมานานของ "แม่นาคพระโขนง" ที่ถูกเล่าขานกันปากต่อปาก ถึงความน่ากลัวและความมั่นคงในความรักของแม่นาค จนมีผู้นำมาทำเป็นภาพยนตร์ ละครทีวี และละครเวทีอยู่หลายต่อหลายครั้ง เรียกได้ว่าแทบทุกปีจะต้องมีเรื่องราวของแม่นาคมาสร้างใหม่ให้เราได้ชมกันอยู่ตลอด และยังได้รับความสนใจจากผู้ชมมากมายทุกๆครั้ง จึงไม่แปลกที่ "พี่มากพระโขนง" ซึ่งนำตำนานของแม่นาคมาถ่ายทอดในอีกมุมมองจะได้รับความสนใจจากผู้ที่เคยได้ยินเรื่องราวของแม่นาคมาก่อน และการเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก​"แม่นาค" เป็น "พี่มาก" ย่อมดึงดูดความสนใจและสร้างความคาดหวังในตัวเรื่องมากขึ้น

ช่วงเวลาเข้าฉายของพี่มากฯ เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เหมาะเจาะกับที่ไม่มีภาพยนตร์เฮฮาคลายเคลียดเรื่องอื่นทั้งไทยและเทศเข้าฉาย ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา นอกจากภาพยนตร์แนวรักวัยรุ่น และภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญแล้ว แทบจะยังไม่มีภาพยนตร์ตลกที่ทำเบาสมองเข้าฉายเลย การที่พี่มากฯมาเข้าฉายช่วงปลายเดือนมีนาฯ ยังเป็นช่วงที่ "ไร้คู่แข่ง" นอกจากจะเป็นช่วงที่คนกำลังต้องการดูอะไรที่ผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังเป็นช่วงที่กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปิดเทอม ทั้งมัธยมฯและมหาวิทยาลัย บวกกับความนิยมของชาวไทยที่ชอบดูสิ่งนันทนาการแนวตลกเบาสมอง พี่มากฯ จึงเป็นทางเลือกหมายเลขหนึ่งสำหรับคนที่กำลังมองหาภาพยนตร์เข้าใหม่ในช่วงนี้ 



อีกทั้งในทศวรรษ2010นี้ พระเอกหนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมันอย่าง"มาริโอ้ เมาเร่อ"ได้เป็นพระเอกในอันดับต้นๆของวงการภาพยนตร์ไทยไปแล้ว ใน1ปี จะต้องมีภาพยนตร์ที่หนุ่มโอ้นำแสดงเข้าฉายไม่ต่ำกว่า2เรื่อง ที่ผ่านมาภาพยนตร์ที่เขาแสดงต่างประสบความสำเร็จอย่างสวยงามหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น "รักแห่งสยาม" "สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า...รัก" และ "จัน ดารา" แถมกลุ่มแฟนคลับของนายมาริโอ้เองก็ไม่ใช่กลุ่มเล็กๆ ทางด้านนางเอกสุดสวยอย่าง "ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่" ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงที่สาวใหม่กำลังงานชุก แม้จะมีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่สาวใหม่ก็ยังมีผู้ติดตามชื่นชอบมากมาย ตัวพระนางคู่นี้จึงเป็นหนึ่งแรงดึงดูดผู้ชมในการซื้อตั๋วเข้าชม


นอกจากเนื้อหาในเรื่องจะมีมุขมากมายที่ถูกใจคนดูแล้ว หนังยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ไม่เพียงแค่เป็นการเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อย่างไม่น่าเบื่อ แต่ยังเป็นการเอาเรื่องเก่ามาเล่าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และตอนจบของเรื่องยังถูกใจคนไทยส่วนใหญ่ที่ชอบเรื่องราวที่จบแบบมีความสุข


หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด ถึงขนาดมีผู้ที่ดูแล้วเลือกเข้าไปดูหนังอีกหลายรอบ และยังมีผู้ที่นานนานครั้งจะเข้าโรงภาพยนตร์ หลังจากได้ยินคำนิยมจากนักวิจารณ์และนักดูหนังหลายๆคน พี่มากฯจึงเป็นสิ่งที่ตัดสินใจให้ผู้ชมเข้าไปชม และเป็นตัวอธิบายว่า ทำไมหนังเรื่องนี้เข้าโรงมากว่า2สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ชมเข้าไปนั่งดูอยู่เต็มโรง เหตุผลเล็กๆอีกเรื่อง (เขียนเมื่อวันที่8เม.ษ 56)





ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ParaNorman..แม่มดก็ไม่อยากถูกล่านะ


หนึ่งในภาพยนตร์การ์ตูนที่เข้าชิงOscarsปี2013ในสาขาแอนนิเมชั่นยอดเยี่ยม และเข้าชิงรางวัลบนเวทีอื่นๆอีกมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่โดดเด่นเท่ากับแอนนิเมชั่นอย่างBrave และ Wreck it ralph จากค่ายใหญ่อย่างWalt Disney แต่อีกเรืื่องที่มีเนื้อหาน่าสนใจและน่าเอามาพูดถึงกันคือ Paranorman ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นแนวสยองขวัญจากFocus Pictures เพราะแอนนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การ์ตูนสำหรับเด็ก แต่เป็นการนำประเด็นความรุนแรงในสังคมยุโรปยุคมืดมาพูดถึงอย่างน่าสนใจ

'Paranorman' ของ Chris Butler เลือกหยิบประเด็น 'การล่าแม่มด' ที่เป็นเรื่องฉาวในสังคมยุโรปยุคกลางมาพูดถึงสังคมในยุคปัจจุบัน


ความเชื่อเรื่อง'การล่าแม่มด' เกิดขึ้นในปีช่วงของยุโรปยุคกลาง หรือในช่วงยุคมืดที่โป๊บยังคงมีอำนาจสูงสุดในการครอบงำประชาชน การล่าแม่มดก็มาจากคำสอนของโป๊บนั่นเอง มีความเชื่อที่ว่า "แม่มดนั้นเป็นบุคคลอันตราย เป็นผู้รับใช้ซาตาน มีจุดหมายเพือทำลายความดีงามของศาสนา และล่อลวงวิญญาณมนุษย์สู่ขุมนรก" ทำให้ในยุคนั้นสังคมยุโรปเต็มไปด้วยโรคระบาดและภัยธรรมชาติมากมายโดยฝีมือแม่มด

โดยแม่มดที่ว่าจะแฝงตัวมาเป็นผู้หญิง การสังเกตว่าใครคือแม่มดนั้นช่างง่าย เพียงสังเกตกับรูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิง คนที่ดูผิดปกติกว่าคนทั่วไป เช่นสวยเกินไป ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด บ้างก็เป็นกลุ่มหญิงชรา การกำจัดแม่มดจึงเป็นธรรมเนียมทางศาสนาที่ได้รับการเชื่อถือว่าสามารถขจัดภัยออกไปจากคริสตจักรในยุคนั้นได้ ด้วยประโยคที่ว่า "สูเจ้าต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต" โดยใครที่ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มดจะถูกลงโทษจากศาลเตี้ย ให้นำตัวมาทรมานด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกเล็บ แขวนประจาน ฯลฯ ที่ทำให้แม่มดได้รับความทรมานสูงสุดจนต้องยอมรับว่าตนคือแม่มด จากนั้นเหยื่อแม่มดจะถูกนำตัวไปเผาทั้งเป็นเพราะเชื่อว่านี่คือการปลดปล่อยแม่มดออกจากบ่วงที่หลุดไม่พ้น และยังเป็นการขจัดภัยร้ายออกจากสังคมของชาวคริสต์อีกด้วย ทำให้ในช่วงยุโรปยุคมืดมีผู้หญิงเป็นเหยื่อของคำว่า'แม่มด'ไปกว่าปีละ300คน ซึ่งในยุคต่อมาความเชื่อเรื่องการล่าแม่มดได้ลดน้อยลง และถูกต่อต้านจากคนทั่วไปมากขึ้นจนหายไปในที่สุด และคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆถูกแทนที่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

แม้ว่าในศตวรรษที่ 20 ความเชื่อเรื่องการล่าแม่มดจะสาบสูญไปแล้ว เหลือเพียงเรื่องเล่าที่เป็นนิทานสำหรับเด็กเท่านั้น แต่วัฒนธรรมการล่าแม่มดได้ปรับเปลี่ยนไปอยู่บนโลกไซเบอร์แทน กล่าวคือ ไม่ได้มีการล่าแม่มดตามความเชื่องมงายอีกต่อไป แต่ยังคงมีการตามรุมประณามผู้ที่ปฏิบัติตัวหรือมีความเห็นต่างไปในสังคม ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า'การล่า' คือการที่มีคนโพสด่าว่าผู้นั้นบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก บ้างตั้งกลุ่มต่อต้าน ซึ่งอาจเป็นไปในด้านการเมือง หรือการไม่เห็นด้วยในวัฒนธรรม และการปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างเสียมาก
ขอขอบคุณ ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ ที่ให้ความรู้ในเรื่องการล่าแม่มดในวิชาเรียนของผู้เขียน



ดังนั้น Paranorman จึงหยิบเรื่องราวของประเพณีที่โหดเหี้ยมนี้มาดัดแปลงเข้ากับยุคปัจจุบัน เรื่องราวของ "Norman" เด็กชายที่มีความสามารถพิเศษในการเห็นวิญญาณ ไม่มีใครสามารถเห็นวิญญาณได้ด้วยตาเปล่าทั้งๆที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่บนสังคมเดียวกับมนุษย์ธรรมดา ด้วยความสามารถพิเศษของNormanนี่แหละ ทำให้คนทั่วไปมองว่าNormanเป็นเด็กประหลาดทั้งเพื่อนที่โรงเรียนที่มาล้อเลียนเขาและเขียนบนตู้ล็อกเกอร์ของเขาทุกวัน ไม้เว้นแม้แต่ครอบครัวของเขาเอง ทั้งพ่อ แม่ และพี่สาว ที่ไม่เชื่อว่าเขาสามารถสื่อสารกับคุณย่าที่เสียชีวิตไปแล้วได้ เขาจึงไม่เพื่อนแม้แต่คนเดียว นอกจาก "Neil" เพื่อนตัวอ้วนของเขาที่สามารถมองข้ามความแปลกของเด็กชายตาทิพย์คนนี้ได้

เรื่องราวไม่น่ามีอะไรประหลาดหากคุณลุงของNorman "Mr. Prenderghast" บุคคลที่ถูกชาวบ้านมองว่าเป็นตัวประหลาด เสียสติ ไม่มาทักทายหลานชายให้ช่วยสืบสานหน้าที่การอ่านนิทานกล่อมแม่มดในป่าของเขาก่อนที่เขาจะตายจาก หนุ่มน้อยNormanจึงต้องทำหน้าที่แทนคุณลุงเจ้าปัญหา แต่เรื่องราวที่น่าจะจบลงด้วยดีหลังจากเขาอ่านนิทานจบกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาดันเข้าไปในป่าผิดแห่ง ทำให้กลุ่มผีดิบคืนชีพขึ้นมา สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน ต้องหาทางกำจัดเจ้าตัวที่ทำลายความสงบสุขในชุมชนออกไปซะ

สุดท้าย Norman ค้นพบว่า แม่มดที่ว่านั้นคือ เด็กผู้หญิงตัวน้อยวัยเดียวกับเขา ที่ถูกศาลเตี้ยตัดสินว่าเป็นแม่มดในสมัยก่อนที่ยังมีการล่าแม่มดอยู่ ไม่ว่าเด็กน้อยจะพยายามแก้ตัวเช่นไรก็ไม่เป็นผล เธอจึงถูกนำตัวไปฆ่าอย่างน่าสงสาร ความแค้นที่เธอมีต่อกลุ่มคนเหล่านี้ก่อนตายหมายจะมาแก้แค้นแม้ว่าจะตายไปแล้ว ทำให้กลุ่มคนที่มีตาทิพย์จำต้องทำมนต์สกัดให้เธอหลับไหลทุกปี เพื่อไม่ให้สร้างความหายนะให้ชาวบ้าน ด้วยการอ่านนิทานในหนังสือต้องมนต์กล่อมให้เธอหลับ หน้าที่นี้ได้ส่งผ่านมือต่อมือมานับไม่ถ้วนจนถึงคุณลุงเพี้ยนและNorman

แต่Normanกลับเลือกทำสิ่งที่ต่างออกไปจากการสืบทอดผู้อ่านนิทาน เขาเห็นถึงความอยุติธรรมของศาลเตี้ย พวกเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่า คนที่แปลกจากพวกเขานั้นเป็นภัย หากมองให้ดีๆ ทั้งแม่มดน้อยและกลุ่มผีดิบจำนวนมากที่ฟื้นขึ้นมาไม่ได้มีอันตรายใดใดเลย พวกเขามีความรู้สึกเช่นพวกเราทุกคน เพียงแค่พวกเขาอาจมีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนจำนวนมาก เขาจึงเลือกที่จะทำความเข้าใจกับมนุษย์ที่ยังมีเลือดเนื้อก่อนที่จะช่วยปลดปล่อยพวกผีให้เป็นอิสระ

สิ่งที่หนังเด็กที่ไม่ใช่แค่หนังเด็กอยากตั้งคำถามถึงสังคมตอนนี้คือ การล่าแม่มด หรือคนที่มีความแปลก ประหลาดในสังคมตั้งแต่ในอดีตจนถึงทุกวันนี้ ต้นเหตุมาจากพวกเขาหรือว่าเป็นพวกเราเองที่สร้างความกลัวขึ้นมา แต่สุดท้ายความกลัวที่สร้างขึ้นมานั้นไปตกอยู่ที่เหยื่อที่ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด

หากสังเกตดูจากที่ตัวหนังสื่อในฉากเปิดเรื่องที่ Norman กำลังนั่งดูการ์ตูนเกี่ยวกับผีซอมบี้ตามล่ากินสมองผู้หญิงคนหนึ่งอย่างน่ากลัว หากดูในฉากนั้นจะรู้สึกได้ว่า หนังที่ Norman กำลังดูนั้นน่ากลัวมากกว่า Paranorman ทั้งเรื่องเสียอีก หรือนี่คือสิ่งที่เราสั่งสมกันมาตั้งแต่ยังเด็กว่า คำว่า "ผี" "ซอมบี้"เป็นสิ่งที่น่ากลัว เขาจะมาฆ่าเรา ทำให้เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ จึงมักเป็นเรื่องน่ากลัวขึ้น ทั้งๆที่แต่ก่อนพวกเขาก็เคยมีชีวิตอย่างเราๆนี่เอง ซึ่งสักวันหนึ่งสิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็อาจกลายเป็นหนึ่งในพวกเขาเช่นกัน หากพวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบคงไม่มีเรื่องราวที่น่าสลดใจเกิดขึ้น
นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว หนังยังแสดงให้เห็นถึงกำแพงกั้นระหว่างความคิดของผู้คนที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่แปลกไปจากตน ทั้ง Norman และ Mr. Prenderghast ที่เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่กลับถูกต่อต้านจากสังคม

โดยรวมแล้ว Paranorman เป็นภาพยนตร์ที่ผู้เขียนชอบมากทีเดียว เพราะเนื้อหาและประเด็นมีความหนักแน่นพอที่จะสื่อถึงปัญหาที่ยังคงเรื้อรังในสังคมโลกมาช้านาน หากมีคนอย่างเจ้าหนู Norman สักคน โลกนี้คงน่าอยู่มากขึ้นอีกมากทีเดียว


เพิ่มเติม
นอกจาก Paranorman แล้ว ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นที่พูดถึงความไม่ยอมรับในความแตกต่างและการสร้างความหวาดกลัวนั้น ในปี 2012 ยังมีอีกเรื่องหนึ่งจาก Columbia Picture นั่นคือ 

Hotel Transylvania เรื่องราวของโรงแรมผีที่มีเจ้าของเป็นแวมไพร์ สาเหตุที่เกิดโรงแรมนี้ขึ้น เป็นเพราะ "Dracula" ตัวเอกของเรื่องไปรักกับหญิงสาวมนุษย์ จนเกิด "Mavis" ลูกสาวครึ่งคนครึ่งค้างคาวขึ้น แต่ชาวบ้านในละแวกนั้นกลับหวาดระแวง มองว่าพวกเขาจะนำความหายนะมาสู่หมู่บ้าน จึงทำให้ชีวิตพวกเขาต้องมาเปิดโรงแรมกลางป่าลึกที่มนุษย์ยากจะเข้าถึง ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมผีนานาชนิดที่ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่ว่าจะเป็น Frankenstein หรือ Mummy และอีกมากมาย

สิ่งที่ต่างออกไปจากเดิมคือ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกลัวในผีดูดเลือดและผี ปีศาจเริ่มลดน้อยลง เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านในอีกหลายร้อยปีให้หลัง กลับพบว่าพวกเขากลายเป็นพระเอกของงาน เด็กหลายคนแต่งตัวเป็นพวกเขา มีพวกเขาเป็นฮีโร่ในใจ





ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

Life of Pi ด้วยความเชื่อและศรัทธา


























ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องใหม่ของหลี่อัน(อั้งลี่) ผู้กำกับสายเลือดเอเชียคนแรกที่ได้ออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Brokeback Mountain

"ฟิน" เป็นคำที่ได้ยินมานานจากเพื่อนหลายๆคนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ จากที่เคยดูผลงานก่อนๆของหลี่อัน จึงรู้สึกได้ว่าเพื่อที่จะผ่านปี2012ไปอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องตีตั๋วเข้าไปดูLife Of Piเสียก่อน 

คราวนี้หลี่อันนำเสนอLife of Pi จากนวนิยายของ Yaan Martel เรื่องราวของชายชาวอินเดียที่ผ่านช่วงวัยรุ่นมาด้วยการติดเกาะกับเสือเบงกอลที่ไม่เคยมองว่าถูกชะตากันมาก่อน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นคำบอกเล่าของPi ชายชาวอินเดียผู้ต้องการให้นักเขียนอเมริกันเขียนเรื่องราวของเขา เขาจึงเริ่มเล่าความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ของเขาให้ฟัง
เริ่มตั้งแต่ที่เขายังเป็น "Piscine Patel" เด็กชายชาวอินเดียที่อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่ชาย ครอบครัวPatelดูไม่แตกต่างไปจากครอบครัวอื่นๆในอินเดียเลย บ้านPatelทำกิจการสวนสัตว์ ชื่อPiscineที่มาจากชื่อสระน้ำในฝรั่งเศส แต่การออกเสียงดันไปพ้องกับคำว่า"Pissing" ที่แปลว่าปัสสาวะ เขาจึงถูกเพื่อนล้อมาตลอด หากเป็นเด็กธรรมดาคงจะอับอายแล้ววิ่งกลับบ้านไปฟ้องแม่ แต่Piscineไม่ทำเช่นนั้น เขาเลือกนำเสนอชื่อของเขาในรูปแบบที่น่าจดจำ โดยเอาอักษรสองตัวแรกมาตีความหมาย ซึ่งยึดหลักของความหมายทางคณิตศาสตร์ที่น่าพิศวง ตั้งแต่นั้นมาชื่อของเขาจึงถูกเรียกโดยย่อว่า"Pi"

สิ่งหนึ่งที่พายมีต่างจากคนทั่วไปคือการนับถือถึง3ศาสนา ได้แก่ คริสต์ อิสลาม และฮินดู แม้ทั้งสามจะมีพระเจ้าที่แตกต่างกันไป และมีพิธีกรรมของตนเอง แต่สิ่งที่ทุกศาสนาสอนเหมือนกัน นั่นคือ "สอนให้คนทำดี"

ชีวิตของPiมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อครอบครัวของเขาและเหล่าสัตว์ต้องย้ายสำมะโนครัวไปที่โทรอนโท พวกเขาเดินทางโดยเรือ ระหว่างทางพบพายุฝนจากนั้นเรือจึงอับปางลง ลูกเรือทั้งหมดรวมถึงครอบครัวของPiเสียชีวิต มีแค่Piที่ออกมาจากห้องนอนจึงเอาชีวิตรอดมาได้พร้อมเรือชูชีพและสัตว์เพียงไม่กี่ตัว ได้แก่ม้าลาย ไฮยีนา ลิงชิมแปนซี และเสือเบงกอล

แต่ผู้รอดชีวิตได้ถึงวันต่อมากลับมีแค่เขาที่เป็นมนุษย์และเสือเบงกอลที่มีนามว่า "Richard Parker"

การต้องติดอยู่บนเรือชูชีพท่ามกลางมหาสมุทรกับเสือที่ไม่ถูกชะตาด้วยมาตั้งแต่ต้นมันเป็นอะไรที่อึดอัดมาก เพราะมันพร้อมที่จะฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ โชคยังดีที่เขามีคู่มือสอนเมื่อเรืออับปางคอยสอนถึงวิธีใช้ชีวิตทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่รอดมาได้
อุปสรรคเพียงอย่างเดียวนั่นคือ Richard Parker เจ้าเสือที่คอยขู่ทำร้ายเขาอยู่บนเรือนั่นแหละ ทำให้เขาต้องยกเรือให้กับRichard
ที่จริงเขาจะทิ้งมันลงน้ำแล้วเอาตะขอฟาดๆๆๆมันจนตายก็ย่อมได้ มีหลายครั้งที่เขาตั้งใจจะฆ่ามัน แต่บางอย่างในใจก็บอกเขาให้หยุดแล้วช่วยเหลือมันทุกครั้ง จนในที่สุดคนกับสัตว์ก็สื่อสารกันได้ PiกับRichardจึงกลายเป็นเพื่อนร่วมทางกัน

หนังบอกเราถึงความกลัว ความกลัวว่าจะไม่รอด ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่เจอ ความกลัวในความดุร้าย มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า "จะผ่านความกลัวได้จะต้องสู้ แล้วจะสู้หรือเปล่า?"

ไม่ว่าPiจะมีชีวิตรอดทุกวันได้เพราะไหวพริบของPiเอง หรือเป็นมือของพระเจ้าที่เรามองไม่เห็นคอยช่วยเหลือPiในยามลำบาก ในหลายๆครั้งที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่รอดชีวิตแล้วก็ตาม มันก็คงเป็นศรัทธาที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้เราใช้กำจัดความกลัว จนสุดท้ายความกลัวนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับกลายมาเป็นเพื่อนกับเรา

ระหว่างทางบนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่เขาได้พบกับสิ่งที่น่าทึ่งบนผืนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬยักษ์ แมงกระพรุนสะท้อนแสง ฝูงปลาบินได้ และเกาะเมียร์แคท ที่ไม่อาจพบได้บนแผ่นดินธรรมดา ซึ่งเจ้าพวกนี้ก่อเป็นความหวังให้Piมีชีวิตอยู่ต่อไป สุดท้ายแล้วPiได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตบนแผ่นดินอีกครั้ง ในขณะที่เจ้าเสือเบงกอลที่กลายมาเป็นเพื่อนรักของเขาเดินหน้าเข้าป่าไปโดยที่เขาไม่เห็นอีกเลย

เมื่อเขากลับมาพักฟื้นที่โรงพยาบาลแล้ว นายทุนชาวญี่ปุ่นเดินทางมาพบเขาด้วยตัวเอง เพื่อต้องการทราบสาเหตุที่เรือจม ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เขาเล่าเรื่องเดียวกันนี้ให้ชาวญี่ปุ่นฟัง ชาวญี่ปุ่นกลับไม่เชื่อเขา และบอกว่า นี่คือสิ่งที่Piจินตนาการขึ้นเอง Piจึงเล่าอีกเรื่องหนึ่งให้ฟัง โดยปรับเปลี่ยนตัวละครทั้งหมดเป็นคนและเนื้อหาของเรื่องอยู่บนเรียลลิสต์ติก แต่เรื่องที่เล่าใหม่นี้ก็ยังคงไม่ทราบสาเหตุที่เรือจมอยู่ดี

เพราะเรื่องแรกที่เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลายมันดูเหลือเชื่อ ไม่น่าเกิดขึ้นได้ และPiยังเอาแต่ขอบคุณพระเจ้าเสียขนาดนั้น คนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าจึงดูไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่

แน่นอนว่าชาวญี่ปุ่นเชื่อเรื่องที่Piเล่าให้ฟังใหม่ ส่วนนักเขียนฝรั่งที่กำลังฟังPiเล่าอยู่นั้นกลับเลือกเรื่องแรกที่มีเสือ เราสามารถตีความเรื่องนี้ได้ว่า ความเชื่อใสเรื่องพระเจ้าของชาวตะวันตกและตะวันออกนั้นแตกต่างกัน ดูได้จากศาสนาประจำชาติและขนบที่ยึดถือมานานของทั้งคู่ ชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่บนหลักของวิทยาศาสตร์และความเป็นไปได้ ส่วนชาวตะวันตกเชื่อว่าพระเจ้าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และช่วยเหลือในการดำเนินชีวิต ดูได้จากประโยคสุดทายที่Piพูดหลังจากถามนักเขียนฝรั่งว่าชอบเรื่องไหนมากกว่า ว่า "และเพราะว่าเรื่องนี้มีพระเจ้า"

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว เราไม่อาจทราบได้ว่า เรื่องที่Piเล่าเรื่องใดคือเรื่องจริง หรืออาจไม่จริงทั้งคู่ แต่สิ่งที่หนังยังบอกเราจนท้ายเรื่องคือ ชีวิตนี้อย่างไรก็มีทางออก ขอแค่ไม่หมดหวังและยังมีไว้ซึ่งศรัทธา

นอกจากเนื้อเรื่องที่สุดน่าทึ่งแล้ว สิ่งที่หลี่อันทำให้เราไม่เบื่อเลยตลอดสองชั่วโมงที่อยู่ในโรงหนังนั่นคือ ภาพซีจีสวยๆที่ประณีตผลิตออกมาให้เราได้ชมกัน ทั้งภาพปลาบินได้ แมงกระพรุนเรืองแสง ฯลฯ ต้องบอกว่า เรื่องนี้มีภาพประกอบสวยมากจริงๆ


ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว