วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โลกที่พลิกไปไม่เป็นท่าของ “Upside Down”






ช่วง20ปีที่ผ่านมาเรื่องราวความรักของชนชั้นที่แตกต่างนั้นถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็น "Titanic” ที่เป็นความรักระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง หรือ “Warm Bodies” ความรักระหว่ามนุษย์และซากศพ ซึ่งต่างได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี
            ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากที่เนื้อหาภาพยนตร์สะท้อนถึงความเป็นจริงในสังคมโลกที่กำลังเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม อีกทั้งระบบต่างๆในสังคมได้บีบคั้นให้กฎเกณฑ์ต่างๆเข้ามามีบทบาทกับการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงความรักเช่นเดียวกัน

            “Upside Down นิยามรักปฏิวัติสองโลก”  ภาพยนตร์โรแมนติกเชิงวิทยาศาสตร์ ที่หยิบเอาของคู่รักที่มีชีวิตอยู่คนละทิศโลก คนละดวงดาว แต่อยู่บนท้องฟ้าผืนเดียวกัน ทำให้ทั้งสองโลกเป็นด้านบนของกันและกัน
แม้โลกทั้งสองจะอยู่ติดกัน แต่กลับไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน เมื่อโลกใบหนึ่งกลับเอาเปรียบอีกฝั่งอย่างเห็นได้ชัด
            โลกด้านบนของ 'อีเดน' ตัวละครฝ่ายหญิง คือโลกของ 'นายทุน' ที่เต็มไปด้วยความเพียบพร้อม ผู้คนบนโลกอาศัยอย่างสุขสบาย ต่างจากโลกของ 'อดัม' ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นโลกของ 'กรรมกร' ได้รับความไม่เท่าเทียม ผู้คนในโลกถูกตราหน้าจากโลกอีกฝั่งว่าเป็นชนชั้นที่ไม่ได้รับการขัดเกลาทางสังคม ในขณะที่โลกด้านบนได้ดูดซึมเอาพลังงานจากโลกแห่งนี้ไปแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วขายกลับมายังโลกด้านล่างในราคาที่สูงลิบลิ่ว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผู้คนบนโลกด้านล่างยากจน มีชีวิตอยู่ด้วยความลำบาก
            ในภาพยนตร์แสดงถึงความเอารัดเอาเปรียบจากโลกด้านบนสู่โลกด้านล่่างได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากองค์กร“ทรานส์เวิร์ล” องค์กรใหญ่ที่มีตึกเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน มีประธานบริษัทเป็นบุคคลของโลกด้านบน และมอบตำแหน่งสำคัญให้แก่คนโลกด้านบนเท่านั้น ส่วนคนโลกด้านล่างเป็นเพียงพนักงานทั่วไป และต้องถูกตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียดทุกครั้งที่เข้าออกสำนักงาน ที่สำคัญคือเป็นองค์กรหลักของกลุ่มนายทุนที่กำลังดูดเอาพลังงานต่างๆของโลกเบื้องล่าง
กฎเหล็กของสองโลกคือการห้ามประชาชนในโลกทั้งสองติดต่อหรือยุ่งเกี่ยวใดใดต่อกัน แต่ถึงอย่างไรกฎเกณฑ์นั้นก็ไม่อาจขวางกั้นความรักได้ อดัมและอีเดนพบกันบนเทือกเขาสูงโดยบังเอิญ ทำให้เกิดขึ้นเป็นความรัก แม้ว่าจะมีแรงโน้มถ่วงที่เป็นอุปสรรคไม่ให้ทั้งคู่สามารถคบหากันได้เหมือนหนุ่มสาวทั่วไป ความรักที่เป็นไปไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อดัมต้องการค้นหาความสมดุลของสถานะแรงโน้มถ่วงที่จะช่วยให้คนทั้งสองโลกมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
            ท้ายที่สุดความสมดุลที่ว่าก็ถูกค้นพบขึ้น โดย "เจ้าผึ้งสีชมพู” และ"ผงสีชมพู" สมบัติลับของอดัมและบ๊อบ เพื่อนร่วมงาน โดยการนำสสารทั้งสองมารวมเข้าด้วยกันทำให้คนจากโลกหนึ่งสามารถไปใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่งได้โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎของแรงโน้มถ่วง และหนุ่มสาวทั้งสองก็สมหวังในความรัก แต่ไม่ใช่เพราะความสมดุลที่ถูกค้นพบ แต่กลับเป็นอีเดนตั้งครรภ์ขึ้น ทำให้เกิดความสมดุลในตัวมนุษย์ทั้งคู่จึงรักกันได้โดยไม่ต้องกลับหัวให้ผิดทิศผิดทางอีกต่อไป
            ด้านองค์ประกอบทั่วไปของภาพยนตร์ถือได้ว่า มีการควบคุมการผลิตได้ดี ทั้งเทคนิคพิเศษบวกกับการคุมโทนสีของภาพยนตร์ แม้จะไม่อยู่ในขั้นดีเลิศ แต่ถือว่าสามารถเสริมให้ภาพดูสบายตาและสวยงาม
            แต่สิ่งที่ทำให้ขาดอรรถรสในการชมคือ การดำเนินเรื่องอย่างเรียบเฉยที่ไม่มีจุดสำคัญสูงสุดของเหตุการณ์ที่ทำให้คนดูรู้สึกลุ้นหรือตื่นเต้นใดใดตลอดหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และการทิ้งคำถามโดยไม่ให้คำตอบแก่ผู้ชม
            บทภาพยนตร์และการลำดับเรื่องกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ฆ่าภาพยนตร์เรื่องนี้เสียเอง เนื่องจากภาพยนตร์ได้ตั้งคำถามขึ้นแต่กลับไม่ให้คำตอบเลยแม้แต่ข้อเดียว กลับกลายเป็นว่าได้เพิ่มคำถามมากขึ้นให้กับคนดูจนยิ่งไม่รู้สึกร่วมใดใดไปกับความรักของคนทั้งสอง
            ตอนจบของเรื่องถือได้ว่าเป็นการจบที่เต็มไปด้วยคำถาม เรียกได้ว่าเป็นการจบที่ยังไม่ถึงช่วงที่ควรจบเนื่องจากเนื้อเรื่องที่พูดถึงระบบทุนนิยมมาตั้งแต่แรกเริ่ม อีกทั้งครอบครัวของอดัมก็ได้รับผลกระทบจากระบอบนี้ รวมถึงอดัมที่พยายามต่อสู้กับกฎเกณฑ์ต่างๆมาตลอด แต่การต่อสู้และความไม่เท่าเทียมที่ว่ากลับไม่ถูกให้คำตอบใดใด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถูกปูเรื่องมาแต่แรกยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข ตอบโจทย์เพียงความรักที่สมหวังของคนทั้งคู่แล้วจบอย่างไม่ทันตั้งตัวท่ามกลางความงงงวยของคนดู
            "เจ้าผึ้งสีชมพู” และ"ผงสีชมพู" คือกุญแจหลักในการนำไปสู่ "ความสมดุล" ระหว่างโลกทั้งสอง ซึ่งเป็นสมบัติที่เก่าแก่ในตระกูลของอดัมและบ๊อบที่ถูกเก็บเป็นความลับตั้งแต่เริ่มเรื่อง ซึ่งภาพยนตร์ก็ไม่ได้เฉลยที่มาที่ไปของเจ้าผึ้งนี้ว่ามีที่มาจากไหน ที่สำคัญคือเมื่อความสมดุลของแรกโน้มถ่วงถูกค้นพบย่อมเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยสองโลกให้เท่าทเียมขึ้นได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วการค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ก็และภาพยนตร์กลับไม่ได้เฉลยที่มาที่ไปของเจ้าผึ้งนี้ว่ามีที่มาจากไหน
            ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์รักที่เล่นกับหลักการต่างๆทางวิทยาศาสตร์แต่ยังขาดเหตุผล ขาดความเป็นไปได้ในความเป็นจริง
            ปรากฎการณ์การหมุนโคจรของดาวทั้งสอง ที่ในตอนต้นของภาพยนตร์ได้กล่าวว่า ดาวทั้งสองอยู่ในจักรวาลเดียวกันและโคจรรอบดวงอาทิตย์คนละทิศทาง แต่เวลาของดวงดาวทั้งคู่ช่วงกลับตรงกันทั้งกลางวัน-กลางคืน จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่ดูขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง และที่สำคัญหากโคจรคนละทิศทางแล้ว ดวงดาวทั้งสองก็ไม่น่าพบเจอกันได้เลย
            ภาพยนตร์ต้องการเน้นไปเพียงความรักที่ฝ่ากฎเกณฑ์ต่างๆ แม้จะเป็นกฎธรรมชาติ หากมองเพียงความรักก้สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูได้ดี แต่เมื่อมองให้ลึกถึงเนื้อในแล้ว พล็อตเรื่องที่วางไว้กลับพลังทลายไม่เป็นท่า
            Upside Down นิยามรักปฏิวัติสองโลก จึงดูเหมือนเป็นการปฏิวัติตัวเองจนเนื้อเรื่องพลิกไปไม่ถูกทิศทาง น่าเสียดาย ที่ภาพยนตร์ที่มีแนวคิดน่าสนใจและมีเนื้อหาแฝงความแตกต่างในสังคม เรียกได้ว่ามีทุนดีอยู่ในมือ แต่กลับถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี หากเนื้อเรื่องสามารถโยงความรักให้เสริมกันกับระบบทุนนิยมได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจกลายเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่สะท้อนความจริงในสังคมผ่านเนื้อหาแฟนตาซีที่ดีในระดับหนึ่งทีเดียว

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

วิเคราะห์ : เหตุผลที่พาพี่มาก...พระโขนง ประสบความสำเร็จ


ภาพยนตร์สุดฮอตเรื่องใหม่จากฝีมือผู้กำกับคุณภาพอย่าง "บรรจง ปิสัญธนะกูล" จากภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" , "กวน มึน โฮ" , "แฝด" และล่าสุดกับ"พี่มาก...พระโขนง" ที่ได้ทำปรากฏการณ์ภาพยนตร์ไทยที่มีรายรับในประเทศทะลุสี่ร้อยล้านบาทไปเรียบร้อย ซึ่งตามความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีภาพยนตร์ที่สามารถทำรายรับได้เกินหนึ่งร้อยล้าน แต่พี่มากพระโขนงนั้นได้กลายเป็น1ใน5เรื่องของภาพยนตร์ไทยที่สามารถทำรายรับในประเทศได้เกินสองร้อยล้านบาท
สำหรับพี่มาก...พระโขนงนี้ ได้หยิบเอาเรื่องราวตำนานความรักของ "แม่นาค" มาตีความในมุมมองของ "นายมาก" ชายผู้เป็นสามีของแม่นาค ผ่านความเป็นดราม่าคอมเมดี้ของตัวภาพยนตร์

หากถามว่า ทำไมภาพยนตร์ "พี่มาก...พระโขนง" จึงประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดที่เรียกได้ว่า "เทน้ำเทท่า"เช่นนี้ เราคงมองได้ถึงหลายองค์ประกอบที่ช่วยส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยอดรายรับที่บินทะลุเป้า

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความนิยมในผู้กำกับที่มีชื่อจากภาพยนตร์ดังหลายเรื่องก่อนหน้านี้ บวกกับการเขียนบทของ"เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี" ที่มีเครดิตจาก"กวน มึน โฮ" มาก่อน

อีกเรื่อง คือตำนานความเป็นอมตะอยู่คู่กับคนไทยมานานของ "แม่นาคพระโขนง" ที่ถูกเล่าขานกันปากต่อปาก ถึงความน่ากลัวและความมั่นคงในความรักของแม่นาค จนมีผู้นำมาทำเป็นภาพยนตร์ ละครทีวี และละครเวทีอยู่หลายต่อหลายครั้ง เรียกได้ว่าแทบทุกปีจะต้องมีเรื่องราวของแม่นาคมาสร้างใหม่ให้เราได้ชมกันอยู่ตลอด และยังได้รับความสนใจจากผู้ชมมากมายทุกๆครั้ง จึงไม่แปลกที่ "พี่มากพระโขนง" ซึ่งนำตำนานของแม่นาคมาถ่ายทอดในอีกมุมมองจะได้รับความสนใจจากผู้ที่เคยได้ยินเรื่องราวของแม่นาคมาก่อน และการเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก​"แม่นาค" เป็น "พี่มาก" ย่อมดึงดูดความสนใจและสร้างความคาดหวังในตัวเรื่องมากขึ้น

ช่วงเวลาเข้าฉายของพี่มากฯ เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เหมาะเจาะกับที่ไม่มีภาพยนตร์เฮฮาคลายเคลียดเรื่องอื่นทั้งไทยและเทศเข้าฉาย ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา นอกจากภาพยนตร์แนวรักวัยรุ่น และภาพยนตร์บู๊ล้างผลาญแล้ว แทบจะยังไม่มีภาพยนตร์ตลกที่ทำเบาสมองเข้าฉายเลย การที่พี่มากฯมาเข้าฉายช่วงปลายเดือนมีนาฯ ยังเป็นช่วงที่ "ไร้คู่แข่ง" นอกจากจะเป็นช่วงที่คนกำลังต้องการดูอะไรที่ผ่อนคลายความเครียดแล้ว ยังเป็นช่วงที่กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปิดเทอม ทั้งมัธยมฯและมหาวิทยาลัย บวกกับความนิยมของชาวไทยที่ชอบดูสิ่งนันทนาการแนวตลกเบาสมอง พี่มากฯ จึงเป็นทางเลือกหมายเลขหนึ่งสำหรับคนที่กำลังมองหาภาพยนตร์เข้าใหม่ในช่วงนี้ 



อีกทั้งในทศวรรษ2010นี้ พระเอกหนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมันอย่าง"มาริโอ้ เมาเร่อ"ได้เป็นพระเอกในอันดับต้นๆของวงการภาพยนตร์ไทยไปแล้ว ใน1ปี จะต้องมีภาพยนตร์ที่หนุ่มโอ้นำแสดงเข้าฉายไม่ต่ำกว่า2เรื่อง ที่ผ่านมาภาพยนตร์ที่เขาแสดงต่างประสบความสำเร็จอย่างสวยงามหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น "รักแห่งสยาม" "สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า...รัก" และ "จัน ดารา" แถมกลุ่มแฟนคลับของนายมาริโอ้เองก็ไม่ใช่กลุ่มเล็กๆ ทางด้านนางเอกสุดสวยอย่าง "ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่" ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงที่สาวใหม่กำลังงานชุก แม้จะมีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่สาวใหม่ก็ยังมีผู้ติดตามชื่นชอบมากมาย ตัวพระนางคู่นี้จึงเป็นหนึ่งแรงดึงดูดผู้ชมในการซื้อตั๋วเข้าชม


นอกจากเนื้อหาในเรื่องจะมีมุขมากมายที่ถูกใจคนดูแล้ว หนังยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย ไม่เพียงแค่เป็นการเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อย่างไม่น่าเบื่อ แต่ยังเป็นการเอาเรื่องเก่ามาเล่าในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และตอนจบของเรื่องยังถูกใจคนไทยส่วนใหญ่ที่ชอบเรื่องราวที่จบแบบมีความสุข


หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด ถึงขนาดมีผู้ที่ดูแล้วเลือกเข้าไปดูหนังอีกหลายรอบ และยังมีผู้ที่นานนานครั้งจะเข้าโรงภาพยนตร์ หลังจากได้ยินคำนิยมจากนักวิจารณ์และนักดูหนังหลายๆคน พี่มากฯจึงเป็นสิ่งที่ตัดสินใจให้ผู้ชมเข้าไปชม และเป็นตัวอธิบายว่า ทำไมหนังเรื่องนี้เข้าโรงมากว่า2สัปดาห์แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ชมเข้าไปนั่งดูอยู่เต็มโรง เหตุผลเล็กๆอีกเรื่อง (เขียนเมื่อวันที่8เม.ษ 56)





ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ParaNorman..แม่มดก็ไม่อยากถูกล่านะ


หนึ่งในภาพยนตร์การ์ตูนที่เข้าชิงOscarsปี2013ในสาขาแอนนิเมชั่นยอดเยี่ยม และเข้าชิงรางวัลบนเวทีอื่นๆอีกมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่โดดเด่นเท่ากับแอนนิเมชั่นอย่างBrave และ Wreck it ralph จากค่ายใหญ่อย่างWalt Disney แต่อีกเรืื่องที่มีเนื้อหาน่าสนใจและน่าเอามาพูดถึงกันคือ Paranorman ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นแนวสยองขวัญจากFocus Pictures เพราะแอนนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การ์ตูนสำหรับเด็ก แต่เป็นการนำประเด็นความรุนแรงในสังคมยุโรปยุคมืดมาพูดถึงอย่างน่าสนใจ

'Paranorman' ของ Chris Butler เลือกหยิบประเด็น 'การล่าแม่มด' ที่เป็นเรื่องฉาวในสังคมยุโรปยุคกลางมาพูดถึงสังคมในยุคปัจจุบัน


ความเชื่อเรื่อง'การล่าแม่มด' เกิดขึ้นในปีช่วงของยุโรปยุคกลาง หรือในช่วงยุคมืดที่โป๊บยังคงมีอำนาจสูงสุดในการครอบงำประชาชน การล่าแม่มดก็มาจากคำสอนของโป๊บนั่นเอง มีความเชื่อที่ว่า "แม่มดนั้นเป็นบุคคลอันตราย เป็นผู้รับใช้ซาตาน มีจุดหมายเพือทำลายความดีงามของศาสนา และล่อลวงวิญญาณมนุษย์สู่ขุมนรก" ทำให้ในยุคนั้นสังคมยุโรปเต็มไปด้วยโรคระบาดและภัยธรรมชาติมากมายโดยฝีมือแม่มด

โดยแม่มดที่ว่าจะแฝงตัวมาเป็นผู้หญิง การสังเกตว่าใครคือแม่มดนั้นช่างง่าย เพียงสังเกตกับรูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิง คนที่ดูผิดปกติกว่าคนทั่วไป เช่นสวยเกินไป ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด บ้างก็เป็นกลุ่มหญิงชรา การกำจัดแม่มดจึงเป็นธรรมเนียมทางศาสนาที่ได้รับการเชื่อถือว่าสามารถขจัดภัยออกไปจากคริสตจักรในยุคนั้นได้ ด้วยประโยคที่ว่า "สูเจ้าต้องไม่ทรมานแม่มดด้วยการปล่อยให้มีชีวิต" โดยใครที่ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มดจะถูกลงโทษจากศาลเตี้ย ให้นำตัวมาทรมานด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตกเล็บ แขวนประจาน ฯลฯ ที่ทำให้แม่มดได้รับความทรมานสูงสุดจนต้องยอมรับว่าตนคือแม่มด จากนั้นเหยื่อแม่มดจะถูกนำตัวไปเผาทั้งเป็นเพราะเชื่อว่านี่คือการปลดปล่อยแม่มดออกจากบ่วงที่หลุดไม่พ้น และยังเป็นการขจัดภัยร้ายออกจากสังคมของชาวคริสต์อีกด้วย ทำให้ในช่วงยุโรปยุคมืดมีผู้หญิงเป็นเหยื่อของคำว่า'แม่มด'ไปกว่าปีละ300คน ซึ่งในยุคต่อมาความเชื่อเรื่องการล่าแม่มดได้ลดน้อยลง และถูกต่อต้านจากคนทั่วไปมากขึ้นจนหายไปในที่สุด และคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆถูกแทนที่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

แม้ว่าในศตวรรษที่ 20 ความเชื่อเรื่องการล่าแม่มดจะสาบสูญไปแล้ว เหลือเพียงเรื่องเล่าที่เป็นนิทานสำหรับเด็กเท่านั้น แต่วัฒนธรรมการล่าแม่มดได้ปรับเปลี่ยนไปอยู่บนโลกไซเบอร์แทน กล่าวคือ ไม่ได้มีการล่าแม่มดตามความเชื่องมงายอีกต่อไป แต่ยังคงมีการตามรุมประณามผู้ที่ปฏิบัติตัวหรือมีความเห็นต่างไปในสังคม ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า'การล่า' คือการที่มีคนโพสด่าว่าผู้นั้นบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก บ้างตั้งกลุ่มต่อต้าน ซึ่งอาจเป็นไปในด้านการเมือง หรือการไม่เห็นด้วยในวัฒนธรรม และการปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างเสียมาก
ขอขอบคุณ ผศ.พิจิตรา สึคาโมโต้ ที่ให้ความรู้ในเรื่องการล่าแม่มดในวิชาเรียนของผู้เขียน



ดังนั้น Paranorman จึงหยิบเรื่องราวของประเพณีที่โหดเหี้ยมนี้มาดัดแปลงเข้ากับยุคปัจจุบัน เรื่องราวของ "Norman" เด็กชายที่มีความสามารถพิเศษในการเห็นวิญญาณ ไม่มีใครสามารถเห็นวิญญาณได้ด้วยตาเปล่าทั้งๆที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่บนสังคมเดียวกับมนุษย์ธรรมดา ด้วยความสามารถพิเศษของNormanนี่แหละ ทำให้คนทั่วไปมองว่าNormanเป็นเด็กประหลาดทั้งเพื่อนที่โรงเรียนที่มาล้อเลียนเขาและเขียนบนตู้ล็อกเกอร์ของเขาทุกวัน ไม้เว้นแม้แต่ครอบครัวของเขาเอง ทั้งพ่อ แม่ และพี่สาว ที่ไม่เชื่อว่าเขาสามารถสื่อสารกับคุณย่าที่เสียชีวิตไปแล้วได้ เขาจึงไม่เพื่อนแม้แต่คนเดียว นอกจาก "Neil" เพื่อนตัวอ้วนของเขาที่สามารถมองข้ามความแปลกของเด็กชายตาทิพย์คนนี้ได้

เรื่องราวไม่น่ามีอะไรประหลาดหากคุณลุงของNorman "Mr. Prenderghast" บุคคลที่ถูกชาวบ้านมองว่าเป็นตัวประหลาด เสียสติ ไม่มาทักทายหลานชายให้ช่วยสืบสานหน้าที่การอ่านนิทานกล่อมแม่มดในป่าของเขาก่อนที่เขาจะตายจาก หนุ่มน้อยNormanจึงต้องทำหน้าที่แทนคุณลุงเจ้าปัญหา แต่เรื่องราวที่น่าจะจบลงด้วยดีหลังจากเขาอ่านนิทานจบกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาดันเข้าไปในป่าผิดแห่ง ทำให้กลุ่มผีดิบคืนชีพขึ้นมา สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้าน ต้องหาทางกำจัดเจ้าตัวที่ทำลายความสงบสุขในชุมชนออกไปซะ

สุดท้าย Norman ค้นพบว่า แม่มดที่ว่านั้นคือ เด็กผู้หญิงตัวน้อยวัยเดียวกับเขา ที่ถูกศาลเตี้ยตัดสินว่าเป็นแม่มดในสมัยก่อนที่ยังมีการล่าแม่มดอยู่ ไม่ว่าเด็กน้อยจะพยายามแก้ตัวเช่นไรก็ไม่เป็นผล เธอจึงถูกนำตัวไปฆ่าอย่างน่าสงสาร ความแค้นที่เธอมีต่อกลุ่มคนเหล่านี้ก่อนตายหมายจะมาแก้แค้นแม้ว่าจะตายไปแล้ว ทำให้กลุ่มคนที่มีตาทิพย์จำต้องทำมนต์สกัดให้เธอหลับไหลทุกปี เพื่อไม่ให้สร้างความหายนะให้ชาวบ้าน ด้วยการอ่านนิทานในหนังสือต้องมนต์กล่อมให้เธอหลับ หน้าที่นี้ได้ส่งผ่านมือต่อมือมานับไม่ถ้วนจนถึงคุณลุงเพี้ยนและNorman

แต่Normanกลับเลือกทำสิ่งที่ต่างออกไปจากการสืบทอดผู้อ่านนิทาน เขาเห็นถึงความอยุติธรรมของศาลเตี้ย พวกเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่า คนที่แปลกจากพวกเขานั้นเป็นภัย หากมองให้ดีๆ ทั้งแม่มดน้อยและกลุ่มผีดิบจำนวนมากที่ฟื้นขึ้นมาไม่ได้มีอันตรายใดใดเลย พวกเขามีความรู้สึกเช่นพวกเราทุกคน เพียงแค่พวกเขาอาจมีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนจำนวนมาก เขาจึงเลือกที่จะทำความเข้าใจกับมนุษย์ที่ยังมีเลือดเนื้อก่อนที่จะช่วยปลดปล่อยพวกผีให้เป็นอิสระ

สิ่งที่หนังเด็กที่ไม่ใช่แค่หนังเด็กอยากตั้งคำถามถึงสังคมตอนนี้คือ การล่าแม่มด หรือคนที่มีความแปลก ประหลาดในสังคมตั้งแต่ในอดีตจนถึงทุกวันนี้ ต้นเหตุมาจากพวกเขาหรือว่าเป็นพวกเราเองที่สร้างความกลัวขึ้นมา แต่สุดท้ายความกลัวที่สร้างขึ้นมานั้นไปตกอยู่ที่เหยื่อที่ถูกตัดสินว่าเป็นแม่มด

หากสังเกตดูจากที่ตัวหนังสื่อในฉากเปิดเรื่องที่ Norman กำลังนั่งดูการ์ตูนเกี่ยวกับผีซอมบี้ตามล่ากินสมองผู้หญิงคนหนึ่งอย่างน่ากลัว หากดูในฉากนั้นจะรู้สึกได้ว่า หนังที่ Norman กำลังดูนั้นน่ากลัวมากกว่า Paranorman ทั้งเรื่องเสียอีก หรือนี่คือสิ่งที่เราสั่งสมกันมาตั้งแต่ยังเด็กว่า คำว่า "ผี" "ซอมบี้"เป็นสิ่งที่น่ากลัว เขาจะมาฆ่าเรา ทำให้เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความลี้ลับ จึงมักเป็นเรื่องน่ากลัวขึ้น ทั้งๆที่แต่ก่อนพวกเขาก็เคยมีชีวิตอย่างเราๆนี่เอง ซึ่งสักวันหนึ่งสิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็อาจกลายเป็นหนึ่งในพวกเขาเช่นกัน หากพวกเราอยู่ร่วมกันอย่างสงบคงไม่มีเรื่องราวที่น่าสลดใจเกิดขึ้น
นอกจากกลุ่มซอมบี้แล้ว หนังยังแสดงให้เห็นถึงกำแพงกั้นระหว่างความคิดของผู้คนที่ไม่ยอมรับในสิ่งที่แปลกไปจากตน ทั้ง Norman และ Mr. Prenderghast ที่เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่กลับถูกต่อต้านจากสังคม

โดยรวมแล้ว Paranorman เป็นภาพยนตร์ที่ผู้เขียนชอบมากทีเดียว เพราะเนื้อหาและประเด็นมีความหนักแน่นพอที่จะสื่อถึงปัญหาที่ยังคงเรื้อรังในสังคมโลกมาช้านาน หากมีคนอย่างเจ้าหนู Norman สักคน โลกนี้คงน่าอยู่มากขึ้นอีกมากทีเดียว


เพิ่มเติม
นอกจาก Paranorman แล้ว ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นที่พูดถึงความไม่ยอมรับในความแตกต่างและการสร้างความหวาดกลัวนั้น ในปี 2012 ยังมีอีกเรื่องหนึ่งจาก Columbia Picture นั่นคือ 

Hotel Transylvania เรื่องราวของโรงแรมผีที่มีเจ้าของเป็นแวมไพร์ สาเหตุที่เกิดโรงแรมนี้ขึ้น เป็นเพราะ "Dracula" ตัวเอกของเรื่องไปรักกับหญิงสาวมนุษย์ จนเกิด "Mavis" ลูกสาวครึ่งคนครึ่งค้างคาวขึ้น แต่ชาวบ้านในละแวกนั้นกลับหวาดระแวง มองว่าพวกเขาจะนำความหายนะมาสู่หมู่บ้าน จึงทำให้ชีวิตพวกเขาต้องมาเปิดโรงแรมกลางป่าลึกที่มนุษย์ยากจะเข้าถึง ที่นี่จึงกลายเป็นศูนย์รวมผีนานาชนิดที่ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่ว่าจะเป็น Frankenstein หรือ Mummy และอีกมากมาย

สิ่งที่ต่างออกไปจากเดิมคือ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความกลัวในผีดูดเลือดและผี ปีศาจเริ่มลดน้อยลง เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านในอีกหลายร้อยปีให้หลัง กลับพบว่าพวกเขากลายเป็นพระเอกของงาน เด็กหลายคนแต่งตัวเป็นพวกเขา มีพวกเขาเป็นฮีโร่ในใจ





ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

Life of Pi ด้วยความเชื่อและศรัทธา


























ภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องใหม่ของหลี่อัน(อั้งลี่) ผู้กำกับสายเลือดเอเชียคนแรกที่ได้ออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก Brokeback Mountain

"ฟิน" เป็นคำที่ได้ยินมานานจากเพื่อนหลายๆคนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ จากที่เคยดูผลงานก่อนๆของหลี่อัน จึงรู้สึกได้ว่าเพื่อที่จะผ่านปี2012ไปอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องตีตั๋วเข้าไปดูLife Of Piเสียก่อน 

คราวนี้หลี่อันนำเสนอLife of Pi จากนวนิยายของ Yaan Martel เรื่องราวของชายชาวอินเดียที่ผ่านช่วงวัยรุ่นมาด้วยการติดเกาะกับเสือเบงกอลที่ไม่เคยมองว่าถูกชะตากันมาก่อน

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นคำบอกเล่าของPi ชายชาวอินเดียผู้ต้องการให้นักเขียนอเมริกันเขียนเรื่องราวของเขา เขาจึงเริ่มเล่าความทรงจำที่ไม่อาจลืมได้ของเขาให้ฟัง
เริ่มตั้งแต่ที่เขายังเป็น "Piscine Patel" เด็กชายชาวอินเดียที่อาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่ชาย ครอบครัวPatelดูไม่แตกต่างไปจากครอบครัวอื่นๆในอินเดียเลย บ้านPatelทำกิจการสวนสัตว์ ชื่อPiscineที่มาจากชื่อสระน้ำในฝรั่งเศส แต่การออกเสียงดันไปพ้องกับคำว่า"Pissing" ที่แปลว่าปัสสาวะ เขาจึงถูกเพื่อนล้อมาตลอด หากเป็นเด็กธรรมดาคงจะอับอายแล้ววิ่งกลับบ้านไปฟ้องแม่ แต่Piscineไม่ทำเช่นนั้น เขาเลือกนำเสนอชื่อของเขาในรูปแบบที่น่าจดจำ โดยเอาอักษรสองตัวแรกมาตีความหมาย ซึ่งยึดหลักของความหมายทางคณิตศาสตร์ที่น่าพิศวง ตั้งแต่นั้นมาชื่อของเขาจึงถูกเรียกโดยย่อว่า"Pi"

สิ่งหนึ่งที่พายมีต่างจากคนทั่วไปคือการนับถือถึง3ศาสนา ได้แก่ คริสต์ อิสลาม และฮินดู แม้ทั้งสามจะมีพระเจ้าที่แตกต่างกันไป และมีพิธีกรรมของตนเอง แต่สิ่งที่ทุกศาสนาสอนเหมือนกัน นั่นคือ "สอนให้คนทำดี"

ชีวิตของPiมาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อครอบครัวของเขาและเหล่าสัตว์ต้องย้ายสำมะโนครัวไปที่โทรอนโท พวกเขาเดินทางโดยเรือ ระหว่างทางพบพายุฝนจากนั้นเรือจึงอับปางลง ลูกเรือทั้งหมดรวมถึงครอบครัวของPiเสียชีวิต มีแค่Piที่ออกมาจากห้องนอนจึงเอาชีวิตรอดมาได้พร้อมเรือชูชีพและสัตว์เพียงไม่กี่ตัว ได้แก่ม้าลาย ไฮยีนา ลิงชิมแปนซี และเสือเบงกอล

แต่ผู้รอดชีวิตได้ถึงวันต่อมากลับมีแค่เขาที่เป็นมนุษย์และเสือเบงกอลที่มีนามว่า "Richard Parker"

การต้องติดอยู่บนเรือชูชีพท่ามกลางมหาสมุทรกับเสือที่ไม่ถูกชะตาด้วยมาตั้งแต่ต้นมันเป็นอะไรที่อึดอัดมาก เพราะมันพร้อมที่จะฆ่าเขาได้ทุกเมื่อ โชคยังดีที่เขามีคู่มือสอนเมื่อเรืออับปางคอยสอนถึงวิธีใช้ชีวิตทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่รอดมาได้
อุปสรรคเพียงอย่างเดียวนั่นคือ Richard Parker เจ้าเสือที่คอยขู่ทำร้ายเขาอยู่บนเรือนั่นแหละ ทำให้เขาต้องยกเรือให้กับRichard
ที่จริงเขาจะทิ้งมันลงน้ำแล้วเอาตะขอฟาดๆๆๆมันจนตายก็ย่อมได้ มีหลายครั้งที่เขาตั้งใจจะฆ่ามัน แต่บางอย่างในใจก็บอกเขาให้หยุดแล้วช่วยเหลือมันทุกครั้ง จนในที่สุดคนกับสัตว์ก็สื่อสารกันได้ PiกับRichardจึงกลายเป็นเพื่อนร่วมทางกัน

หนังบอกเราถึงความกลัว ความกลัวว่าจะไม่รอด ความกลัวในสิ่งที่ยังไม่เจอ ความกลัวในความดุร้าย มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า "จะผ่านความกลัวได้จะต้องสู้ แล้วจะสู้หรือเปล่า?"

ไม่ว่าPiจะมีชีวิตรอดทุกวันได้เพราะไหวพริบของPiเอง หรือเป็นมือของพระเจ้าที่เรามองไม่เห็นคอยช่วยเหลือPiในยามลำบาก ในหลายๆครั้งที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่รอดชีวิตแล้วก็ตาม มันก็คงเป็นศรัทธาที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้เราใช้กำจัดความกลัว จนสุดท้ายความกลัวนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับกลายมาเป็นเพื่อนกับเรา

ระหว่างทางบนมหาสมุทรที่กว้างใหญ่เขาได้พบกับสิ่งที่น่าทึ่งบนผืนน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาวาฬยักษ์ แมงกระพรุนสะท้อนแสง ฝูงปลาบินได้ และเกาะเมียร์แคท ที่ไม่อาจพบได้บนแผ่นดินธรรมดา ซึ่งเจ้าพวกนี้ก่อเป็นความหวังให้Piมีชีวิตอยู่ต่อไป สุดท้ายแล้วPiได้มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตบนแผ่นดินอีกครั้ง ในขณะที่เจ้าเสือเบงกอลที่กลายมาเป็นเพื่อนรักของเขาเดินหน้าเข้าป่าไปโดยที่เขาไม่เห็นอีกเลย

เมื่อเขากลับมาพักฟื้นที่โรงพยาบาลแล้ว นายทุนชาวญี่ปุ่นเดินทางมาพบเขาด้วยตัวเอง เพื่อต้องการทราบสาเหตุที่เรือจม ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เขาเล่าเรื่องเดียวกันนี้ให้ชาวญี่ปุ่นฟัง ชาวญี่ปุ่นกลับไม่เชื่อเขา และบอกว่า นี่คือสิ่งที่Piจินตนาการขึ้นเอง Piจึงเล่าอีกเรื่องหนึ่งให้ฟัง โดยปรับเปลี่ยนตัวละครทั้งหมดเป็นคนและเนื้อหาของเรื่องอยู่บนเรียลลิสต์ติก แต่เรื่องที่เล่าใหม่นี้ก็ยังคงไม่ทราบสาเหตุที่เรือจมอยู่ดี

เพราะเรื่องแรกที่เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลายมันดูเหลือเชื่อ ไม่น่าเกิดขึ้นได้ และPiยังเอาแต่ขอบคุณพระเจ้าเสียขนาดนั้น คนที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้าจึงดูไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่

แน่นอนว่าชาวญี่ปุ่นเชื่อเรื่องที่Piเล่าให้ฟังใหม่ ส่วนนักเขียนฝรั่งที่กำลังฟังPiเล่าอยู่นั้นกลับเลือกเรื่องแรกที่มีเสือ เราสามารถตีความเรื่องนี้ได้ว่า ความเชื่อใสเรื่องพระเจ้าของชาวตะวันตกและตะวันออกนั้นแตกต่างกัน ดูได้จากศาสนาประจำชาติและขนบที่ยึดถือมานานของทั้งคู่ ชาวญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าทุกอย่างขึ้นอยู่บนหลักของวิทยาศาสตร์และความเป็นไปได้ ส่วนชาวตะวันตกเชื่อว่าพระเจ้าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และช่วยเหลือในการดำเนินชีวิต ดูได้จากประโยคสุดทายที่Piพูดหลังจากถามนักเขียนฝรั่งว่าชอบเรื่องไหนมากกว่า ว่า "และเพราะว่าเรื่องนี้มีพระเจ้า"

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว เราไม่อาจทราบได้ว่า เรื่องที่Piเล่าเรื่องใดคือเรื่องจริง หรืออาจไม่จริงทั้งคู่ แต่สิ่งที่หนังยังบอกเราจนท้ายเรื่องคือ ชีวิตนี้อย่างไรก็มีทางออก ขอแค่ไม่หมดหวังและยังมีไว้ซึ่งศรัทธา

นอกจากเนื้อเรื่องที่สุดน่าทึ่งแล้ว สิ่งที่หลี่อันทำให้เราไม่เบื่อเลยตลอดสองชั่วโมงที่อยู่ในโรงหนังนั่นคือ ภาพซีจีสวยๆที่ประณีตผลิตออกมาให้เราได้ชมกัน ทั้งภาพปลาบินได้ แมงกระพรุนเรืองแสง ฯลฯ ต้องบอกว่า เรื่องนี้มีภาพประกอบสวยมากจริงๆ


ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Attack the blockและชาวผิวสี



ข้ามมาที่ฝั่งหนังอังกฤษกันบ้าง ในปี2011 "Attack the block" ภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่พูดถึงมนุษย์ต่างดาวบุกเมือง ผลงานจากผู้กำกับสายเลือดอังกฤษ Joe Cornish
เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่บล็อคหนึ่งในลอนดอน แน่นอนว่าในมุมมืดของเมืองจะต้องมีกลุ่มอันธพาลคอยสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ตัวเอกของเรื่องคือ "โมเสส" หนุ่มผิวสีหัวโจกชอบแกล้งคนทั่วไป
นอกจากนี้ยังมี "เดนนิส" "เจอโรม" "บิ๊กส์" และ"เพสท์"สหายผิวขาว

เรื่องราวน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นเมื่อมีลำแสงประหลาดตกลงมากลางรถขณะที่กลุ่มเด็กเกรียนกำลังปล้นเงินจากผู้หญิง
ด้วยความเลือดร้อนของโมเสส เขาจึงค้นหาที่มาของลำแสงนั้น แล้วจึงพบว่ามันคือลูกสัตว์ประหลาดไม่ทราบชนิด สิ่งไม่คาดคิดยิ่งกว่านั้นคือ โมเสสกลับฆ่ามันตาย แล้วเอาไปไว้ห้องปลูกกัญชา 

หลังจากที่เอเลี่ยนตัวน้อยถูกฆ่า เจ้าตัวใหญ่จึงแห่กันลงมายังโลกมากมายเป็นดอกเห็ดสร้างความหายนะให้แก่ลอนดอน เอเลี่ยนเหล่านี้ยิ่งตามล่ากลุ่มของโมเสส ไม่ว่าเขาไปที่ไหน มันก็จะไปที่นั่นส่งผลให้มีคนตกเป็นเหยื่อมากมาย ทั้ง"โปโกะ" หมาน้อยผู้โชคร้าย และยังมีตำรวจสองนาย จนที่สุดไปจบที่อพาร์ทเม้นต์ของ"Sam"หญิงสาวที่เคยถูกพวกเขาปล้นในตอนแรก

หนังสามารถสร้างอารมณ์ตื่นเต้นให้กับคนดูได้ดี มีทั้งฉากที่ลุ้น เอาใจช่วยตัวละคร อย่างเช่นยามที่กลุ่มอันธพาลวิ่งหนีเจ้าเอเลี่ยนอย่างไม่คิดชีวิต หรรือยามที่กำลังเดินไปตามทางเดินมืดๆที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาบ้าง ในบางฉากมีความตลกผสมอยู่ ทำให้ตัวหนังดูไม่ซีเรียสจนเกินไป
แม้เจ้าเอเลี่ยนฟันเรืองแสงรูปร่างคล้ายหมาออกจะเป็นเอเลี่ยนทุนต่ำไปเสียหน่อย แต่ช่างเถอะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

หลังจากที่มันมาบุกยังบล็อกของชาวผิวสี กลุ่มของโมเสสเริ่มรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังเข้ามาเยือนลอนดอน ในครั้งแรกพวกเขาหนีไปยังที่ต่างๆทั่วบล็อกแต่ก็ไม่วายเจ้าพวกนี้ตามหาพวกเขาเจอและฆ่าเพื่อนของโมเสสตายทีละคนๆ ในที่สุดคนที่เหลือจึงเลือกที่จะสู้กับพวกมัน จนรู้ในตอนท้ายว่าที่เจ้าพวกนี้ตามเขามาก็เพราะเดิมที่โมเสสไปฆ่าเจ้าตัวเล็กของมันนั่นแหละ

ในเมื่อโมเสสเป็นคนนำมันเข้ามาที่นี่เขาจึงขอพามันกลับไป จนในที่สุดเจ้าพวกเอเลี่ยนก็ตายจนหมด(ไม่ขอสปอยล์วิธีการ)

Attack the blockบอกเราถึงความเป็นอยู่ของพวกผิวสีที่อยู่ในอังกฤษ และมุมมองของคนผิวขาวต่อพวกเขาเหล่านั้น สถานที่เกิดเหตุในเรื่องนี้คือบล็อกชานเมืองซึ่งเป็นที่อยู่ของคนดำ ดังที่รู้กันดีว่าตั้งแต่ยุคของนายกรัฐมนตรีหญิง มาการ์เร็ต แทชเชอร์ ชาวอังกฤษมองคนเหล่านี้ว่าเป็นพวกคนแย่งงาน เป็นผู้อพยพที่ถ่วงดุลอังกฤษ น้อยคนนักที่จะผูกไมตรีกับพวกเขา ดังนั้นพวกผู้อพยพเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคำว่า"Alien"เหมือนกัน เมื่อเอเลี่ยนอันตรายมาถึงตัว เอเลี่ยนด้วยกันกลับกลายเป็นฮีโร่ที่ช่วยเหลือคนทั้งเมืองเอาไว้
ในตอนท้ายโมเสสและพรรคพวกกลับถูกจับกุม เพราะคิดว่าเป็นตัวการของความไม่สงบ แสดงให้เห็นถึงความไม่เอาไหนและเฉื่อยชาของทางการ

หากดูเผินๆAttack the blockคงเป็นภาพยนตร์แอคชั่น-ไซไฟที่ตื่นเต้นน่าติดตามจนถึงจบ แต่หากมองให้ลึกไปกว่านั้นคงจะเห็นว่าแท้จริงแล้วJoe Cornishยังแฝงไว้ด้วยมุมมองอีกด้านหนึ่ง เช่นความเป็นอังกฤษจากฉากที่โมเสสกำลังจะตกลงจากตัวตึกแต่รอดชีวิตไว้ได้ด้วยธงชาติสหราชอาณาจักร และชื่อของตัวละครเอกที่มาจากวีรบุรุษที่พาชาวอิสราเอลหนีออกจากความเป็นทาสของอียิปต์

ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว



วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เส้นทางที่ผ่านมาคือความทรงจำที่สวยงาม



เนื่องจากได้มีโอกาสเรียนการเขียนบท อาจารย์ผู้สอนแนะนำเรื่อง The Road Home ภาพยนตร์สัญชาติจีนปี1999 ที่รู้จักในชื่อภาษาจีนว่า 我的父亲母亲 (บิดามารดาของฉัน) จากฝีมือของจางอี้โหมว สุดยอดผู้กำกับชาวจีนที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมเอาไว้อยางมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Raise the red lantern , Hero . Curse of the golden flower และล่าสุดกับ The flowers of war ซึ่งวันนี้เราย้อนกลับมาพูดถึงผลงานสุดclassicของเขากันเสียหน่อย

หากดูที่ภายนอก The Road Home อาจไม่ใช่หนังที่น่าดูถึงขนาดดึงดูดคนทั่วไปให้มาดูได้มากนัก จากภาพปกที่เน้นไปที่หมู่บ้านและความเรียบง่าย แต่ด้วยความเรียบง่ายนี้เองที่นำไปสู่ความทรงจำที่มากมายของพ่อกับแม่

จางอี้โหมวเลือกเปิดเรื่องมาด้วยการจากไปของ "ลู่ฉางหยู" อดีตครูในหมู่บ้าน เป็นเหตุทำให้ลูกชายของอดีตครูต้องกลับมาทำศพ นี่เองคือจุดเริ่มต้นของการย้อนที่มาที่ไปของความรักระหว่างพ่อกับแม่

จางอี้โหมวเป็นคนที่มีสไตล์ในการสร้างหนังที่ไม่เหมือนใคร เขาเลือกให้ความสำคัญไปที่ความทรงจำของพ่อกับแม่ เรื่องราวที่กำลังอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างให้เป็นสีขาวดำ ราวกับกำลังไว้ทุกข์ให้แก่การจากไปของพ่อผู้เป็นที่รัก และเรื่องราวในอดีตที่เป็นที่มาของจุดกำเนิดความรักนั้น ยังคงเป็นเรื่องราวที่มีสีสันสวยงาม ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

พล็อตเรื่องที่แท้จริงนั้นไม่มีอะไรมาก แต่จางอี้โหมวกลับสร้างให้หนังน่าดูอย่างน่าประหลาด จากที่บัณฑิตจบใหม่เลือกมาเป็นครูที่หมู่บ้านของ"เจาตี้" หญิงสาวผู้รับหน้าที่ทอผ้า เพียงแค่เธอเจอกับ"ลู่ฉางหยู"ก็ตกหลุมรักเขาขึ้นมาในทันที เธอแอบมองเขาทุกวันๆระหว่างเดินไปตักน้ำ แล้วยังแอบมองยามเขาสอนหนังสือ เธอดำเนินเส้นทางนี้ทุกวันๆตามเส้นทางหัวใจเธอ หวังว่าเขาจะเลือกทานอาหารชามที่เธอทำ

โชคชะตาหันมาเข้าข้างเธอ เมื่อเขาเองก็สนใจเธอเช่นเดียวกัน เขาบอกกับเธอว่า เขาชอบอาหารฝีมือเธอ และให้ที่ติดผมเป็นของแทนใจก่อนที่เขาจะจากไป แต่ไม่วายที่ติดผมดันมาหาย เธอจึงเดินเส้นทางเดิมซ้ำๆกันเพื่อหามัน
เมื่อถึงกำหนดที่เขาจะกลับมายังหมู่บ้าน เธอออกไปรอเขาเป็นเวลานานจนล้มป่วย ลู่ฉางหยูรู้ข่าวจึงรีบกลับมาโดยไม่สนใจงานใดใดทั้งสิ้น ทำให้พวกเขาถูกแยกออกจากกันอีกครั้งถึงสองปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาไม่ได้ห่างจากกันอีกเลยเป็นเวลาถึง40ปี ที่ความตายมาพรากเขาไปจากเธอ

ความรักของคนรุ่นพ่อแม่ช่างเหนียวแน่นเหลือเกิน แม้ฝ่ายชายจะจากไปแล้ว แต่เธอก็ยังต้องการเดินบนเส้นทางเดียวกับเขาเป็นครั้งสุดท้ายบนขบวนแห่ศพ เส้นทางนั้นคือทางที่นำให้เขากับเธอมาพบกัน ความทรงจำทั้งหมดบนถนนสายนี้มันช่างมากมาย

ต้องยอมรับว่าการจัดแสงของThe Road Home ทำให้ยามที่ดูช่วงเวลาเยาว์วัยของพ่อแม่เห็นได้ถึงความสุขที่อยู่ในนั้นจริงๆ ฉากที่ประทับใจท่สุดคงเป็นฉากที่เจาตี้ยืนต้อนรับลู่ฉางหยูมาทานข้าวที่บ้าน แสงทั้งหมดดูเป็นใจให้กับจางจี้ออี๋ในชุดชมพูและบรรยายสายตาของชายหนุ่มที่ละสายตาจากภาพหญิงคนนี้ไปไม่ได้ได้อย่างชัดเจน

อีกเรื่องที่อยากบอกคือ จางจื้ออี๋ในช่วงนี้น่ารักมากจริงๆ ทั้งการแต่งหน้าที่พอเหมาะและถักสองเปียที่ทำให้ดูน่าเอ็นดู ทำให้เธอดูต่างจากหนังเรื่องอื่นที่เคยเล่นมา ซึ่งปัจจุบันนี้เธอเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของจีนไปแล้ว ความสวยคงไม่ต้องพูดถึง ว่าต้องยิ่งกว่านักแสดงคนอื่นแน่ๆ แต่เห็นเธอในบท"เจาตี้"แล้ว อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้จริงๆ



ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว



จุดเปลี่ยนของอดีตสู่ความเป็นไปในอนาคต



             ต้องบอกเลยว่า ช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วงเทศกาลหนังน่าดูจริงๆ หนึ่งในนั้นคือ Cloud Atlas หยุดโลกข้ามเวลา โดยเฉพาะปลายปี2555 ที่เข้าใกล้สู่วันสำคัญที่คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าคือวันแห่งการเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลก
             
รุปแบบของหนังคล้ายกับBabelอยู่เนืองๆ ที่มีหลายเรื่องรวมกันอยู่ในนั้นโดยที่ทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกัน เรื่องราวของCloud Atlas ประกอบไปด้วยเรื่องราวของ6 ยุคสมัย และเล่าเรื่องสลับไปสลับมา จนคนที่ไม่ตั้งใจดูอาจจะงงกับเนื้อเรื่องได้  มีที่มาจากนวนิยายไซไฟของDavid Mitchell มาสู่ภาพยนตร์บนจอแก้วด้วยฝีมือกำกับและเขียนบทของสองพี่น้องWachowski ที่เคยฝากฝีมือไว้ในThe Matrix 

เรื่องราวของทั้ง6ภพ ได้แก่
- "The Pacific Journal of Adam Ewing" ทนายหนุ่มไม่ถือตัวผู้เป็นมิตรกับทาสผิวดำ
-  "Letter from Zedelghem" นักแต่งเพลงผู้นิยมชายรักชาย 
"Half-Lives: The First Luisa Rey Mystery" นักข่าวหญิงผู้ต้องการประกาศเรื่องธุรกิจมืด
"The Ghastly Ordeal of Timothy Cavendish" ชายสูงอายุที่ถูกกักขังอิสรภาพ 
"An Orison of Sonmi~451" มนุษย์ดัดแปลงกับชายผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก 
- "Sloosha's Crossin' an' Ev'rythin' After "คนป่ากับหญิงสาวที่ตามหาบางสิ่ง 

 เรื่องราวทั้ง6ถูกเล่าขึ้นมาพร้อมๆกันเริ่มตั้งแต่zachry ในวัยคุณปู่นั่งมองดาวหางบนฟากฟ้า พูดถึงการผจญภัยอันยาวนานของโลกใบนี้  จากนั้นหนังจึงค่อยเล่าเรื่องทั้งหมดทีละนิดๆ 

หากนับจากปัจจุบันนี้เป็นหลักเราจะเห็นยุคของ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคมที่มีการแบ่งชนชั้น คนดำยังตกเป็นทาสของคนขาว คนดำไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีสิทธิเสรีภาพใดใดถูกย่ำยีถูกฆ่าตายหากไม่พอใจ
ช่วงที่เพศที่สามยังขาดโอกาสในการแสดงออก การกดขี่และเอาเปรียบ ความไม่พอใจในตนเอง รวมถึงการขโมยผลงาน ในสังคมยังคงมองไปที่ความรักระหว่างชายหญิงเป็นหลัก ส่งผลให้ทั้งหมดกลายเป็นความกดดันและจุดจบของชีวิต 
มาถึงช่วงที่ผิวสีเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากคนรุ่นก่อนทำให้เป็นพลังในการต่อสู้ เห็นได้จากตัวเอกของเรื่อง ส่งผลให้ไม่ท้อถอยในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิต แต่ก็ไม่วาย ที่ยังพบกับการทำความชั่วของคนมีอำนาจอยู่ดี ทำให้มีการสั่งฆ่าคนที่รู้เรื่องราวนี้
ส่งผลมาถึงยุคปัจจุบันที่ยังคงเกิดการทุจริตคดโกงในสังคม เกิดนายทุน เกิดเจ้าหนี้-ลูกหนี้ เห็นได้ว่ายุคนี้ สังคมเริ่มเปลี่ยนไปจนมาถึงยุคของ โลกาภิวัตน์แล้ว จากเดิมที่เกย์ยังต้องอยู่อย่างหลบซ่อนไม่สามารถบอกกล่าว แต่ทุกวันนี้ผู้ชายสามารถสวมชุดสตรีเดินไปเดินมาในเมืองได้ แต่ผู้สูงอายุขาดอิสรภาพในการดำรงชีวิต ครอบครัวเริ่มแตกหัก ไม่มีครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นอีกต่อไปแล้ว
หลังจากนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งหนังบอกเราว่า เกิดการสร้างมนุษย์สังเคราะห์ขึ้น โดยโลกเราถูกควบคุมโดยระบอบใหม่ที่ให้ทนุษย์สังเคราะห์เป็นลูกจ้างและอาหาร เกิดการฆ่าล้างในสงครามอย่างโหดเหี้ยม 
จนในที่สุดโลกหันกลับเข้ามาสู่ความดั้งเดิมคล้ายสมัยก่อนเกิดอารยธรรม แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมคือ ทุกคนมีความชั่วมากขึ้น ทุกคนมีความชั่วสะสมในตัว เพียงแต่ว่าเราจะนำมันออกมาใช้หรือไม่ หนังต้องการบอกเราว่าเราทุกคนมีทางเลือกว่าจะทำดีหรือชั่ว

มีอย่างหนึ่งที่เชื่อมต่อภพต่างๆเข้าหากันคือ "ดาวหาง" ตัวละครนำในแต่ละยุค ต่างมีรอยแผลเป็นดาวหางทั้งสิ้น หากเราจำได้ว่าแต่ละสมัยนั้นมีดาวหางปรากฏอยู่ที่ใคร ก็จะเห็นถึงความเป็นไปในยุคนั้น

           Cloud Atlas ยังบอกถึงความต่อเนื่องของผลการกระทำ การที่เราทำสิ่งใดลงไปย่อมส่งผลต่อรุ่่นหลังที่จะได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้น ความริษยา ความเห็นแก่เงินทอง ความเห็นแก่ตัว กิเลสของมนุษย์ที่ส่งผลให้ท้ายที่สุดมีแต่ความเน่าเฟะ
           อีกสิ่งหนึ่งของหนังที่ดีไม่แพ้ประเด็นของเรื่อง คือการแต่งหน้านักแสดงที่ยอดเยี่ยม ตามที่รู้ๆกันดีว่า ทั้ง6ยุคสมัยใช้นักแสดงชุดเดิม บางคนก็เล่นเป็นตัวเดิมเปลี่ยนเพียงแค่วัยเท่านั้น การเมคอัพในcloud atlas เห็นถึงความแตกต่างของแต่ภพจริงๆ ส่วนตัวแล้วชอบความต่างของเบดูนาในบทบาทของทิลด้ากับซอนมีมากกว่าคนอื่น บวกกับการแต่งหน้าเผ่ากินคนโดยเฉพาะหัวหน้าเผ่าที่มองแล้วดูน่ากลัวและน่าเกรงขามยิ่ง
           สุดท้ายแล้วนี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงในเรื่องความยากในการเขียนบท แต่ตัวบทก็สามารถหาสิ่งที่เป็นตัวเชื่อมความเป็นไปในแต่ละสมัยได้นั่นคือ ข้อความบันทึก, จดหมาย , นวนิยาย , ความเชื่อเรื่องเทพซอนมี ทำให้คนดูพอปะติดปะต่อความเป็นไปของเรื่องได้ แม้จะตัดสลับไปเรื่อยๆจนทำให้คนดูบางส่วนตามเนื้อเรื่องไม่ทันก็ตาม แต่ถึงอย่างไรส่วนตัวแล้ว ชอบการปะติดปะต่อเรื่องด้วยอารมณ์เดียวกัน เช่นการกักขังหน่วงเหนี่ยวธีโมธีกับซอนมี หรือการหลบหนีของทั้งคู่
            เมื่อเครดิตท้ายเรื่องขึ้นหากใครลุกออกจากโรงทันทีเรียกได้ว่าพลาดมากทีเดียว เพราะเครดิตตอนท้ายนั้นเฉลยทุกตัวละครให้เราดูทั้งหมด บอกตามตรงว่าเราเองก็ดูตัวละครทุกตัวไม่ออก ที่จำได้คือ4ตัวเท่านั้น หลังจากที่หนังเฉลยแล้วถึงได้รู้ว่ามันมีมากกว่าที่เราเห็น หลังจากดูจบแล้วพูดไม่ออกเลยทีเดียวเพราะต้องนั่งนึกย้อนไปถึงเรื่องราวทั้งหมดแล้วนำมาปะติดปะต่อทั้งหมดเข้าด้วยกัน 
          ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมcloud atlasจึงเป็นหนังที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ หนังไม่ได้ให้คำตอบเราว่า เราควรดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน แต่บอกเราให้ย้ำคิดย้ำทำในสิ่งที่จะทำ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เกิดผลกระทบกับคนต่อไป



ป.ล ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว